|
พระมหากษัตริย์องค์สำคัญ
พ่อขุนศรีนาวนัมถม
ศิลาจารึกสุโขทัยหลักที่ 2
ที่มาของประวัติศาสตร์สุโขทัยก่อนอาณาจักรสุโขทัย กล่าวว่าดินแดนสุโขทัยและศรีสัชนาลัยก่อนสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์
นั้น มีชุมชนอยู่เป็นหลักแหล่งเป็นแคว้นนครรัฐ
มีที่ตั้งศูนย์อำนาจการปกครองที่ถาวร
เชื่อกันว่าศูนย์อำนาจการปกครองที่สุโขทัยตั้งอยู่บริเวณใกล้วัด
พระพายหลวงเมืองเก่าสุโขทัย ส่วนที่ศรีสัชนาลัย
น่าจะอยู่บริเวณวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ (วัดพระปรางค์) ตำบลศรีสัชนาลัย อำเภอศรีสัชนาลัย
แคว้นหรือนครรัฐทั้ง 2 แห่งนี้ ปกครองโดยพ่อขุนศรีนาวนัมถม พ่อขุนศรีนาวนัมถมจะเป็นคนสุโขทัยหรือมีที่มาจากแห่งอื่นใด
ไม่มีหลักฐานกล่าวถึง แต่นักประวัติศาสตร์หลายท่านเชื่อว่า
ท่านเป็นผู้นำกลุ่มชนที่สุโขทัยราว ๆ กลางพุทธศตวรรษที่ 18 และ
คงเป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจ แพร่หลายออกไปกว้างไกล
จนเป็นที่ยอมรับของแคว้นใกล้เคียง
จนกษัตริย์ขอมยกธิดาให้อภิเษกกับโอรสองค์หนึ่ง พ่อขุนศรีนาวนัมถมมีโอรส 2
องค์ คือ พ่อขุนผาเมือง และพระยาคำแหงพระราม เมื่อสิ้นรัชสมัยของพ่อขุนศรีนามนัมถมแล้ว
สุโขทัยเกิดความไม่สงบในการสืบราชบัลลังก์
จนพ่อขุนผาเมืองและพ่อขุนบางกลางหาวต้องใช้กำลังทหารเข้าจัดการและเมื่อเหตุการณ์สงบลงแล้ว
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ก็ขึ้นครองราชสมบัติ เปลี่ยนเป็นราชวงศ์พระร่วง
พ่อขุนศรีนาวนัมถมจึงถูกลืมไปเสียสนิทว่า
แม้จริงแล้วทรงเป็นกษัตริย์สุโขทัยมาก่อนพ่อขุนศรีอินทราทิตย์
พ่อขุนผาเมือง
เช่นเดียวกับพ่อขุนศรีอินทราทิตย์
ชีวิตในปฐมวัยของผู้นำไทยคนสำคัญผู้นี้ไม่มีกล่าวไว้ในที่ใด
ทราบจากศิลาจารึกหลักที่ ๒ เพียงว่า ท่านเป็นโอรสพ่อขุนศรีนาวนัมถม
ผู้นำสุโขทัยก่อนราชวงศ์พระร่วง
ได้เป็นเจ้าเมืองราดและคงจะอยู่ในฐานะรัชทายาทของเมืองสุโขทัย
จึงได้อภิเษกกับเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรขอม ชื่อนางสิขรมหาเทวี
ได้รับมอบพระขรรค์ไชยศรี และนามศรีอินทรบดินทราทิตย์จากกษัตริย์ขอม
พ่อขุนผมเมืองเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดผู้หนึ่งในการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย
เจ้าชายผู้นี้เป็นผู้พิชิตศึกที่สุโขทัยรบชนะขอมสบาดโขลญลำพง
และยึดเมืองไว้ได้ก่อนที่พ่อขุนบางกลางหาวจะนำทัพผ่านศรีสัชนาลัยมาถึงสุโขทัย
โดยแท้จริงแล้วเมืองสุโขทัยขณะนั้นเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของพ่อขุนผาเมือง
แต่เกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ
และต้องร่วมมือกับสหายคือพ่อขุนบางกลางหาวเข้าปราบปรามแล้ว
แทนจะใช้สิทธิ์นั้นเข้าครอบครองสุโขทัย
ก็กลับยกให้สหายพร้อมอภิเษกและมอบนามศรีอินทราบดินทราทิตย์ให้ด้วย
ดังความในศิลาจารึกหลักที่ ๒ ตอนหนึ่งกล่าวว่า ...พ่อขุนผาเมือง...ขอมสลาดโขลญลำพง...พายพง
พ่อขุนผาเมืองจึงยังเมืองสุโขทัยเข้าได้ เวินเมืองแก่พ่อขุนบางกลางหาว
พ่อขุนบางกลางหาวมิสู่เข้าเพื่อเกรงแก่มิตรสหาย พ่อขุนผาเมืองจึงเอาพลออก
พ่อขุนบางกลางหาวจึงเข้าเมืองพ่อขุนผาเมืองอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวเจ้าเมืองสุโขทัยให้ทั้งชื่อตนแก่พระสหาย
เรียกชื่อศรีอินทราทิตย์ นามเดิมกมรเต็งอัญผาเมือง
เมื่อก่อนผีฟ้าเจ้าเมืองศรีโสธรปุระ ให้ลูกสาวชื่อนางสิขรมหาเทวี
กับขันไชยศรี ให้นามเกียรติแก่พ่อขุนผาเมือง เทียมพ่อขุนบางกลางหาว
ได้เชื่อศรีอินทราบดินทราทิตย์
เพื่อพ่อขุนผาเมืองเอาชื่อตนให้แก่พระสหาย...
เมื่อทำการอภิเษกมอบนามให้เมืองแก่พระสหายแล้ว
พ่อขุนผาเมืองก็คงจะอยู่ช่วยราชการที่สุโขทัย
อยู่จนสถานการณ์เข้าสู่ปกติแล้ว จึงเดินทางกลับเมืองราด
แล้วชื่อของบุคคลสำคัญผู้นี้ก็หายไปอย่างไม่มีร่องรอยใหสืบเค้าได้อีกเลย
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
ชีวิตในเยาว์วัยของผู้สถาปนากรุงสุโขทัย
อันเป็นองค์ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงพระองค์นี้ไม่เป็นที่ปรากฏชัด ณ
ที่แห่งใด ในศิลาจารึก ตำนาน พงศาวดารและจดหมายเหตุต่าง ๆ ก็ไม่ได้กล่าวถึง
ปฐมวัยของผู้นำคนไทยผู้นี้ไว้ที่ใด คงมีเพียงหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์
ซึ่งพระเถระแห่งล้านนาไทย ชื่อ พระรัตนปัญญาเถระ แต่งขึ้นเพื่อประมาณ ปี
พ.ศ. ๒๐๖๑ ๒๐๗๑ พูดถึงอย่างย่อ ๆ ว่า ...เมื่อพระสัมมาสัมพุทธปรินิพพานแล้วได้
๑๘๐๐ ปี จุลศักราช ๖๑๘ มีกษัตริย์องค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า โรจราช ครองราชสมบัติอยู่ในเมืองสุโขทัย
ประเทศสยาม ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของชมพูทวีป...
ได้ยินว่า ที่ตำบลบ้านโค ยังมีชายคนหนึ่งรูปงาม
มีกำลังมากท่องเที่ยวอยู่ในป่า มีนางเทพธิดาองค์หนึ่ง
เห็นชายคนนั้นแล้วใคร่จะร่วมสังวาสด้วย จึงแสดงมายาหญิง
ชายคนนั้นก็ร่วมสังวาสกับนางเทพธิดาองค์นั้น
เนื่องจากการร่วมสังวาสของเขาทั้งสองนั้นจึงเกิดบุตรชายคนหนึ่งและบุตรชายคนนั้นมีกำลังมาก
รูปงาม เพราะฉะนั้นชาวบ้านทั้งปวงจึงพร้อมใจกันทำราชาภิเษกบุตรชายคนนั้น
บุตรชายซึ่งครองราชสมบัติในเมืองสุโขทัยนั้น ปรากฎพระนามในครั้งนั้นว่า
โรจราชภายหลังปรากฏพระนามว่า พระเจ้าล่วง...
ศาสตราจารย์ ร.ต.ท. แสงมนวิฑูร
ผู้แปลหนังสือเรื่องนี้ให้คำอธิบายว่าพระเจ้าโรจราชสมัย พ.ศ. ๑๘๐๐ นั้น คือ
พ่อขุนบางกลางหาว ปฐมกษัตริย์ราชวงพระร่วง ในศิลาจารึกเรียกว่า ศรีอินทราทิตย์บ้านโค
นั้นอาจเป็นบ้านโคน หรือเมืองบางคนทีในเขตจังหวัดกำแพงเพชร
พระเจ้าล่วงก็คือ พระร่วง
แม้จะเป็นหลักฐานที่ค่อนข้างเลื่อนลอย ไม่ว่าระยะเวลา
สถานที่หรือตัวบุคคลแต่ชินกาลมาลีปกรณ์ เขียนขึ้นหลังเหตุการณ์นั้นประมาณ
๒๐๐ ปี ซึ่งไม่ใช่ระยะเวลาที่ห่างจนเกินไปนัก
จึงน่าจะมีเค้าความเป็นจริงปะปนอยู่บ้าง แม้อาจไม่ใช่ทั้งหมด พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
ปรากฏชัดในประวัติศาสตร์สุโขทัย หลายหลักโดยเฉพาะหลักที่ ๒
หรือหลักวัดศรีชุม กล่าวว่า ก่อนที่จะได้เป็นกษัตริย์ครองสุโขทัยนั้น
ได้เป็นผู้นำคนไทยกลุ่มหนึ่งมีชื่อว่าพ่อขุนบางกลางหาว และเมื่อระหว่างปี
พ.ศ. ๑๗๖๒-๑๗๘๑ ได้ร่วมมือกับพ่อขุนผาเมือง ผู้นำคนไทยที่สำคัญอีกคนหนึ่ง
นำกำลังทหารเข้ายึดเมืองสุโขทัย จากขอมสบาดโขลญลำพง
แล้วสถาปนาสุโขทัยเป็นอาณาจักรของคนไทย
เชื่อกันว่า
อาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัยในรัชสมัยนี้
ทางทิศเหนือจดเมืองแพร่ทิศใต้จดนครสวรรค์ (พระบาง) ทิศตะวันตกจดเมืองตาก
ทิศตะวันออกจดจังหวัดเพชรบูรณ์ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
สวรรคตในปีใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ได้ทรงเล่าพระราชประวัติของพระองค์ด้วยพระองค์เองงว่า
พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์
แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง กูมีพี่น้องท้องเดียวกันห้าคน
ผู้ชายสามผู้หญิงโสง พี่เผื่อผู้อ้ายตายจากเผือ เตียม แต่ยังเล็ก...
ข้อความดังกล่าวไม่ระบุว่าทรงพระราชสมภพเมื่อใด
นักประวัติศาสตร์ได้สันนิษฐานว่า พระองค์พระราชสมภาพประมาณปีจอ จุลศักราช
๖๐๐ (พ.ศ. ๑๗๘๑) หรือปีกุล จุลศักราช ๖๐๑ (พ.ศ. ๑๗๘๒)
เพราะตามพงศาวดารเมืองเหนือ เช่น พงศาวดารโยนกกล่าวว่า
พ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นพระสหายรุ่นราวคราวเดียวกับ พ่อขุนมังราย
เจ้าเมืองเชียงใหม่และพ่อขุนงำเมือง เจ้าเมืองพะเยา
และเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกัน คือทรงศึกษาอยู่ในสำนักสุกกทันตฤษี ณ
เมืองละโว้ (ลพบุรี) พงศาวดารและจดหมายเหตุเมืองเหนือระบุว่า พ่อขุนมังรายสมภาพในปีกุน
จุลศักราช ๖๐๑ (พ.ศ. ๑๗๘๒) และพ่อขุนงำเมืองสมภพในปีจอจุลศักราช ๖๐๐ (พ.ศ.
๑๗๘๑)
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงมีพระนามเดิมว่าขุนรามราช เมื่อทรงพระชนมายุได้ ๑๙
ปี ได้ช่วยพระราชบิดาออกสู้รบในการสงครามกับขุนสามชน เจ้าเมืองฉอด
ซึ่งยกทัพมาตีเมืองตาก
ทรงเป็นนักรบที่เข้มแข็งสามารถเข้าชนช้างชนะขุนสามชนพวกเมืองฉอดจึงแตกพ่ายไป
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงให้พระนามแก่ขุนรามราช
พระรามคำแหง
ซึ่งหมายความว่า พระรามผู้เข้มแข็ง
หรือ เจ้ารามผู้เข้มแข็ง
ดังข้อความความในตอนหนึ่งในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ที่ว่า
...เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า
ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาที่เมืองตาก พ่อกูไปรบ ขุนสามชนหัวซ้าย
ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้าไพร่ฟ้าหน้าใสพ่อกู
หนีญญ่ายพายจแจ๋น กูบ่หนี กูขี่ช้างเบกพล
กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน
ตนก็พุ่งช้างขุนสามชนตัวชื่อมาสเมืองแพ้
ขุนสามชนพ่ายหนีพ่อกูจึงขึ้นชื่อกูพระรามคำแหง...
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
ทรงเป็นกุลบุตรที่ดีอยู่ในโอวาทของพระราชบิดา พระราชมารดา
และทรงเป็นพระอนุชาที่จงรักภักดีต่อขุนบานเมืองพระเชษฐา
ดังข้อความในศิลาจารึกหลักที่ ๑ ที่ว่า
...กูบำเรอพ่อกู
กูบำเรอแก่แม่กู กูได้ตัวเนื้อปลา กูเอามาแก่พ่อกู
กูได้หมากส้มหมากหวานอันใดกินอร่อยกินดี กูเอามาแก่พ่อกู กูไปท่บ้านท่เมือง
ได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นางได้เงือนได้ทองกูเอามาเวนแก่พ่อกู พ่อกูตาย
ยังพี่กู กูพร่ำบำเรอแก่พี่กู...
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ
เป็นรัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์พระร่วงในราวปี พ.ศ. ๑๘๒๒ รัชสมัยของพระองค์
บ้านเมืองมีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่ารัชกาลใด ๆ
ในราชวงศ์พระร่วงราชอาณาเขตแผ่ขยายไปอย่างกว้างขวางประชาชนได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้าที่เรียกกันว่า
ไพร่ฟ้าหน้าใส
การพาณิชย์เจริญก้าวหน้าทรงทำนุบำรุงศิลปวิทยาการให้เจิรญรุ่งเรืองหลายประการ
พระมหาธรรมราชาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ ๑)
พระมหาธรรมราชาลิไท เป็นโอรสของพ่อขุนเลอไท
และเป็นนัดดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระราชประวัติในช่วงปฐมวัย ไม่ปรากฎ ณ
ที่ใด
แต่เมื่อทรงพระเจริญวัยแล้วศิลาจารึกสุโขทัยหลายหลักกล่าวถึงเรื่องราวของพระองค์แม้จะไม่สมบูรณ์แต่ก็พอทราบเรื่องราวได้ว่า
พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ได้ทรงศึกษาศิลปศาสตร์แขนงต่าง ๆ
ที่ผู้ปกครองในขณะนั้นต้องเรียนต้องศึกษาได้อย่างแตกฉาน และชำนิชำนาญยิ่ง
และทรงปกครองเมืองศรีสัชนาลัย ในฐานะองค์อุปราชหรือรัชทายาทเมืองสุโขทัย
เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๘๒ และขณะที่ดำรงพระราชสริยยศเป็นรัชทายาท ที่เมืองศรีสัชนาลัยนี่เอง
ได้ทรงพระราชนิพนธ์ เรื่องไตรภูมิพระร่วง วรรณคดีชิ้นแรกของประเทศไทย
เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๘๘ หนังสือเรื่องนี้แม้ผู้รจนาได้กล่าไว้ในบางแผนกว่า
เพื่อจะเทศนาแก่พระมารดาของพระองค์
แต่เป็นประกาศนียบัตรที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถในความรอบรู้เรื่องพระพุทธศาสนาอย่างยอดเยี่ยมเป็นวิทยานิพนธ์ที่ก้าวล้ำหน้าสมบูรณ์แบบ
เพราะที่มีข้ออ้างอิงที่เป็นระบบโดยทรงค้นคว้ามาจากคัมภีร์ต่าง ๆ
ทางพุทธศาสนา ถึง ๓๔ เรื่อง ไตรภูมิพระร่วง
นอกจากจะให้เนื้อหาสาระทางพระพุทธศาสนา อันเป้าหมายของผู้รจนาแล้ว
ยังให้ความรู้ทางด้านภูมิศาสตร์ รัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะภูมิศาสตร์ของโลกที่คนไทยรู้จักกันในสมัยนั้นถือการแบ่งทวีปทั้ง ๔
อันมี ชมพูทวีป บุพวิเทหะ อุตรกุรุและกมรโคยานี
หลังจากทรงเป็นรัชทายาทครองเมืองศรีสัชนาลัยอยู่ ๘ ปี
จึงเสด็จมาครองสุโขทัยเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๐
โดยต้องใช้กำลังทหารเข้ามายึดอำนาจเพราะที่สุโขทัยหลังสิ้นรัชกาลพ่อขุนงัวนำถมแล้วเกิดการกบฏการสืบราชบัลลังก์ไม่เป็นไปตามครรลองครองธรรม
เมื่อกลับมาครองราชสมบัติสุโขทัยแล้ว พระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้
คือ การทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ
เพราะสุโขทัยหลังรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้วบ้านเมืองแตกแยกแคว้นหลายแคว้นในราชอาณาจักรแยกตัวออกห่างไป
ไม่อยู่ในบังคับบัญชาสุโขทัยต่อไป
พญาลิไททรงคิดจะรวบรวมให้กลับคืนดังเดิม
แต่ก็ทรงทำไม่สำเร็จ
นโยบายการปกครองที่ใช้ศาสนาเป็นหลักรวมความเป็นปึกแผ่นจึงเป็นนโยบายหลักในรัชสมัยนี้
ทรงสร้างเจดีย์ที่นครชุม (เมืองกำแพงเพชร) สร้างพระพุทธชินราชที่พิษณุโลก
และเมื่อ พ.ศ. ๑๙๐๕ ทรงออกผนวช การที่ทรงออกผนวช
นับว่าทำความมั่นคงให้พุทธศาสนามากขึ้น ดังกล่าวแล้วว่า
หลังรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว บ้านเมืองแตกแยก วงการสงฆ์เองก็แตกแยก
แต่ละสำนักแต่ละเมืองก็ปฏิบัติแตกต่างกันออกไป
เมื่อผู้นำทรงมีศรัทธาแรงกล้าถึงขั้นออกบวช
พสกนิกรทั้งหลายก็คล้อยตามหันมาเลื่อมใสตามแบบอย่างพระองค์
กิตติศัพท์ของพระพุทธศาสนาในสุโขทัยจึงเลื่องลือไปไกล
พระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หลายรูปได้ออกไปเผยแพร่ธรรมในแคว้นต่าง ๆ เช่น อโยธยา
หลวงพระบาง เมืองน่าน พระเจ้ากือนา แห่งล้านนาไทย
ได้นิมนต์พระสมณะเถระไปจากสุโขทัย เพื่อเผยแพร่ธรรมในเมืองเชียงใหม่
พระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือพญาลิไท มีมเหสีชื่อพระนางศรีธรรม
ทรงมีโอรสสืบพระราชบัลลังก์ต่อมาคือ พระมหาธรรมราชาที่สอง
ปีสวรรคตของกษัตริย์พระองค์นี้ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด
แต่คงอยู่ในระยะเวลาระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๒๑-๑๙๒๗
ที่มา : ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดสุโขทัย , 2541 |