หน้าแรก
  :: ประวัติ
  :: โครงสร้างองค์กร
  :: การก่อตั้งสภากาชาด
  :: หลักการกาชาด
  :: เหรียญการกาชาด
  :: การใช้เครื่องหมายกาชาด
  :: ทำเนียบนายกเหล่ากาชาด
  :: โครงการสำคัญ
  :: ปฏิทินงาน
   
 
 
 
 
 
 
 
 
  • เหรียญกาชาดสัมมนาคุณ
  • เหรียญกาชาดสรรเสริญ
  • เหรียญกาชาดสดุดี
  • เข็มทิศบริจาคโลหิต

 
          1.หลักเกณฑ์ทั่วไป

          - ผู้ที่จะได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณ คือ ผู้ที่ช่วยเหลือสภากาชาดไทย โดยบริจาคเงินประการหนึ่ง โดยการช่วยด้านกำลังกายกำลังปัญญาจนเป็นผลดีประการหนึ่ง และการบริจาคโลหิตอีกประการหนึ่ง
          - ผู้ที่จะได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 1 หรือชั้นที่ 2 ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่บริจาคหรือขึ้นอยู่กับผลงานที่เป็นประโยชน์แก่สภากาชาดไทย ส่วนผู้จะได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 3 ขึ้นอยู่กับผลงานเป็นหลัก ทั้งนี้ อาจมี เงื่อนไขอื่น ๆ ที่สภากาชาดไทยกำหนดขึ้น
          - ผู้ที่ได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 3 อาจได้รับการพิจารณาให้ได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 2 และชั้นที่ 1 ได้โดยยึดหลักการพิจารณาข้อ 1.2
 
          2. วิธีการเสนอขอเหรียญกาชาดสมนาคุณ

          - การขอเหรียญกาชาดสมนาคุณขอได้ตลอดปี ผลงานจะต้องระบุปีที่ปฏิบัติงานพร้อมรายละเอียดผลงานในแต่ละปี จะต้องเป็นผลงานที่เกี่ยวกับสภากาชาดไทยเท่านั้น
          - การขอเหรียญกาชาดสมนาคุณให้ผู้บริจาคทรัพย์แก่สภากาชาดไทย จะต้องมีหลักฐานการบริจาคประกอบการพิจารณา เช่น ใบเสร็จรับเงิน หนังสือรับรองการบริจาค และหากการบริจาคนั้นทำให้มีโอกาสได้รับสิ่งตอบแทนแล้ว เช่น - การซื้อบัตรชมการแสดงต่าง ๆ หรือบัตรชิงโชคซึ่งนำเงินรายได้บำรุงสภากาชาดไทย ฯลฯ จะไม่มีสิทธิได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณ
          - การขอเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 2 ให้ผู้เป็นหัวหน้าแนะนำให้มีผู้บริจาคทรัพย์แก่สภากาชาดไทย ตั้งแต่ 300,000 บาทขึ้นไป จะต้องมีหนังสือรับรองจากผู้บริจาค รายละเอียดผลงานที่เสนอขอมาในแต่ละราย จะต้องไม่ใช่ถ่ายสำเนาซ้ำกันเป็นจำนวนเกินสมควร
          - การขอเหรียญกาชาดสมนาคุณ จะต้องกรอกรายละเอียดผลงานตามแบบฟอร์มที่สภากาชาดไทยกำหนด

          นายกเหล่ากาชาดจังหวัดมีสิทธิได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 1 โดยสภากาชาดไทยขอให้และอาจเสนอขอให้ตนเองได้ อีกทั้งจะเป็นผู้เสนอขอให้แก่บุคคลที่เห็นสมควรซึ่งอยู่ในจังหวัดนั้น และบุคคลซึ่งปฏิบัติงานให้แก่กิ่งกาชาดอำเภอ ถ้าผู้ที่มีตำแหน่งอื่นในเหล่ากาชาดเป็นผู้เสนอขอ ต้องแนบหนังสือมอบอำนาจจากนายกเหล่ากาชาดจังหวัดไปพร้อมกับคำขอด้วย

          หน่วยงานภาครัฐ หรือภาคเอกชนที่ช่วยเหลือกิจการของสภากาชาดไทยอาจขอเหรียญกาชาดสมนาคุณให้ผู้ที่อยู่ในสังกัดหน่วยงานนั้นได้ ทั้งนี้ ผู้เสนอขอเหรียญกาชาดสมนาคุณ จะต้องเป็นหัวหน้าสูงสุดของหน่วยงานนั้น และหากผลงานที่เสนอขอเกี่ยวข้องกับงานของสำนักงานใดในสภากาชาดไทย เช่น ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ, สำนักงานยุวกาชาด,สำนักงานหารายได้ ฯลฯ ให้เสนอขอผ่านสำนักงานนั้น ด้วย

          ผู้ที่บริจาคเงินให้สภากาชาดไทย เป็นจำนวนมากจนเข้าเกณฑ์ได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 1 หรือชั้นที่ 2 แล้ว ถ้าจำนวนเงินนั้นเกินกว่าเกณฑ์ที่จะได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณ ผู้บริจาคอาจขอสิทธิสมาชิกกิตติมศักดิ์ได้ (จำนวนเงินไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท) ขอสภากาชาดไทยได้อีก

          ผู้บริจาคโลหิตให้สภากาชาดไทย จนครบตามเกณฑ์ที่จะได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณ ให้ต้นสังกัดรวบรวมรายชื่อและเสนอไปยังศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เพื่อศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ จะได้เป็นผู้รวบรวมชื่อและเสนอขอให้ตามสิทธิ

          พระภิกษุสามเณรซึ่งช่วยเหลือกิจการของสภากาชาดไทยมีสิทธิได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณซึ่งสภากาชาดไทยจัดถวายเป็น “พัดกาชาด” แทน

          ผู้ช่วยงานของสภากาชาดไทย จนถึงเกณฑ์ได้เหรียญกาชาดสมนาคุณ ไม่จำเป็นจำต้องเป็นสมาชิกสภากาชาดไทย

 
          3. คุณสมบัติของผู้ที่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณ
          เหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 1
          - ผู้ที่บริจาคทรัพย์แก่สภากาชาดไทยเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท
          - ผู้ที่บริจาคโลหิตแก่สภากาชาดไทยครบ 100 ครั้ง
          - ผู้ที่ช่วยเหลือสภากาชาดไทยด้วยกำลังกาย กำลังปัญญา และแรงงานต้องได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 2 มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
          - ผู้ที่เป็นหัวหน้าช่วยแนะนำให้มีผู้บริจาคทรัพย์แก่สภากาชาดไทย ตั้งแต่ 300,000 บาทขึ้นไป จนได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 2 แล้ว แต่ยังช่วยแนะนำต่อไปอีกเป็นเวลา 5 ปี จำนวนไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง มีสิทธิได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 1
 
          เหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 2
          - ผู้ที่บริจาคทรัพย์แก่สภากาชาดไทยเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 150,000 บาท
          - ผู้ที่ชักชวนให้มีผู้บริจาคทรัพย์แก่สภากาชาดไทยเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 300,000 บาท
          - ผู้ที่บริจาคโลหิตแก่สภากาชาดไทยครบ 75 ครั้ง
          - ผู้ที่ช่วยเหลือสภากาชาดไทยด้วยกำลังกาย กำลังปัญญา และแรงงาน ต้องได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 3 มาแล้วไม่น้อยกว่า 4 ปี
 
          เหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 3

          - ผู้ที่บริจาคโลหิตแก่สภากาชาดไทยครบ 50 ครั้ง
          - ผู้ที่ช่วยเหลือสภากาชาดไทยด้วยกำลังกาย กำลังปัญญา และแรงงาน มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี

          หมายเหตุ ผู้ที่ปฏิบัติงานเป็นประโยชน์ยิ่งแก่สภากาชาดไทย อาจได้รับการพิจารณารับเหรียญกาชาดสมนาคุณขั้นใดขั้นหนึ่งเป็นกรณีพิเศษ
วิธีการขอเหรียญกาชาดสมนาคุณทั้ง 3 ขั้น

          การขอเหรียญกาชาดสมนาคุณ ให้นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเป็นผู้เสนอขอเหรียญฯ ให้บุคคลที่ปฏิบัติงานให้แก่เหล่ากาชาดจังหวัด กิ่งกาชาดอำเภอ โดยต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดในข้อ 3 และเขียนขอเหรียญกาชาดสมนาคุณตามแบบฟอร์มการขอเหรียญกาชาดสมนาคุณ
ถ้านายกเหล่ากาชาดจังหวัดมอบให้กรรมการท่านใดท่านหนึ่งในคณะกรรมการฯ เป็นผู้ดำเนินการเสนอขอเหรียญกาชาดสมนาคุณแทน ต้องมีใบมอบอำนาจจากนายกเหล่ากาชาดจังหวัดแนบมาพร้อมคำขอ
ในการขอเหรียญกาชาดฯ ต้องเสนอรายละเอียดผลงานที่ช่วยเหลือกิจการต่าง ๆ ของสภากาชาดไทย ในด้านต่าง ๆ เช่น งานตามโครงการพระราชดำริ งานบรรเทาทุกข์ งานรับบริจาคโลหิต งานหารายได้ งานหาสมาชิก งานประชาสัมพันธ์ เป็นต้น โดยระบุปีที่ปฏิบัติอย่างอย่างชัดเจน

          หากผู้บริจาคเงินให้สภากาชาดไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ได้รับเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 1 หรือชั้นที่ 2 แล้วยังมีเงินเหลือไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ผู้บริจาคอาจขอสิทธิสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสภากาชาดไทยได้อีก

 
 
การพิจารณาการขอเหรียญกาชาดสรรเสริญให้แก่ผู้ประกอบคุณงามความดี ดังนี้
  1. บุคคลที่ควรได้รับเหรียญกาชาดสรรเสริญให้แก่ผู้ประกอบคุณงามความดี
 
  1.1 ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือผู้ตกอยู่ในอันตราย และอาจถึงแก่ชีวิตให้รอดพ้นอันตรายโดยมิได้เห็นแก่สินจ้างรางวัล และมิได้นำพาต่ออันตรายของตนเอง
  1.2 ผู้ที่มีความเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ เช่น ตั้งสถานที่เลี้ยงเด็กกำพร้าโดยมิได้คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัว
  1.3 ผู้บำเพ็ญคุณความดีช่วยเหลือผู้อื่นจนตัวเองถึงแก่ชีวิต มีสิทธิ์ได้รับเหรียญกาชาดสรรเสริญ โดยทายาทจะเป็นผู้ได้รับพระราชทานแทน
  1.4 ผู้ที่ทำประโยชน์ในภาวะภัยพิบัติ เกิดโรคระบาดโดยบริจาคทรัพย์ของตนเองให้ความช่วยเหลือโดยไม่คิดถึงผลประโยชน์ส่วนตัว
  1.5 ผู้ที่ทำหน้าที่ให้แก่สภากาชาด เพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บบริเวณเขตกระสุนปืนในภาวะสงคราม การจลาจล หรือในพื้นที่ที่มีโรคระบาด โดยไม่คิดประโยชน์ตอบแทนจากสภากาชาดไทย จนกระทั่งเหตุการณ์นั้นสงบเรียบร้อย และได้ผลดีเป็นที่พอใจของกรรมการ
  1.6 ชาวต่างประเทศที่ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดีแก่สภากาชาดไทย หรือบำเพ็ญตนเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์ โดยมิได้คิดประโยชน์ส่วนตนซึ่งคณะกรรมการเจ้าหน้าที่เห็นสมควรยกย่องเป็นกรณีพิเศษ
  1.7 นายกเหล่ากาชาดจังหวัด กรรมการเหล่ากาชาดจังหวัด เหรัญญิก และเลขานุการเหล่ากาชาดจังหวัด ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากสภากาชาดไทย เป็นเวลานานคบ 15 ปี มีสิทธิที่จะได้รับเหรียญกาชาดสรรเสริญ (หากผู้ใดปฏิบัติงานมิได้ติดต่อกัน แต่รวมเวลาปฏิบัติงานแล้วครบ 15 ปี ก็มีสิทธิ์ได้รับเช่นกัน)
  1.8 ผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ในสภากาชาดไทย และได้ทำการมาแล้วกอปรด้วยความดีความชอบเป็นเวลานานถึง 15 ปีขึ้นไป นับตั้งแต่วันที่รับตำแหน่งหนึ่งตำแหน่งใดในกิจการของสภากาชาดไทย
 
  2. ผู้มีสิทธิเสนอขอเหรียญกาชาดสรรเสริญ
 
  2.1 กรรมการสภากาชาดไทย เลขาธิการ เหรัญญิก และผู้อำนวยการสำนักงานต่าง ๆ ของสภากาชาดไทย เสนอต่ออุปนายกผู้อำนวยการสภากาชาดไทย
  2.2 นายกเหล่ากาชาดจังหวัด หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายอำนาจจากนายกเหล่ากาชาดจังหวัด
  2.3 ผู้บำเพ็ญคุณความดีขอในตนเอง ผู้บำเพ็ญคุณความดีจนตัวเองถึงแก่ชีวิต ผู้อื่นเสนอขอให้ได้ทายาทจะเป็นผู้ได้รับพระราชทานแทน
 
 
 
 
 
          เหรียญกาชาดสดุดี
 
          เหรียญกาชาดสดุดี มีลักษณะเป็นเหรียญกลมแบน เส้นผ่าศูนย์กลาง 30 มิลลิเมตร ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระรูปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถทรงฉลองพระองค์ชุดไทยประยุกต์ ทรงสายสะพายและสายสร้อยแห่งเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ พระอังสาเบื้องซ้ายประดับดวงตราปฐมจุลจอมเกล้า เหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา และเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ ๙ ชั้นที่ ๑ ภายในวงขอบเหรียญมีข้อความว่า “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทย” ด้านหลังกลางเหรียญมีรูปตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถเนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗ ขนาบด้านขวาและซ้ายด้วยเครื่องหมายกาชาด ด้านล่างมีข้อความว่า “กาชาดสดุดี” เหนือขอบเหรียญมีอักษรพระนามาภิไธย “ส.ก.” ไขว้ ภายใต้พระมหามงกุฎ ด้านหลังมีห่วงสำหรับบุรุษใช้ห้อยกับแพรแถบกว้าง 30 มิลลิเมตร พื้นของแพรแถบเป็นสีขาวและตรงกลางแพรแถบมีริ้วสีแดง สำหรับสตรีใช้ห้อยกับแพรแถบดังกล่าวผูกเป็นรูปแมลงปอ
 
เหรียญกาชาดสดุดี มีลำดับเป็น 3 ชั้น คือ
 
**- ชั้นพิเศษ ทองคำ **
** ชั้นที่ 1 เงิน **
** ชั้นที่ 2 บรอนซ์ **
 
 
 
บริจาคโลหิตดีอย่างไร?
          สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ องค์สภานายิกา สภากาชาดไทย ทรงมีพระราชดำรัสถึงผู้บริจากโลหิตว่า “โลหิตเป็นปัจจัยหล่อเลี้ยงรักษาชีวิตให้ดำรงอยู่ นับได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต การบริจาคโลหิตจึงเทียบได้กับการบริจาคชีวิตเป็นทานสูงสุด ควรยกย่องสรรเสริญอย่างยิ่ง การที่ประชาชนชาวไทยมีศรัทธาบำเพ็ญประโยชน์อย่างเดียวกันนี้แสดงว่าทุกคนมี จิตใจเป็นกุศลถือตนเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน มีหน้าที่ที่จะอนุเคราะห์กันและกัน นอกจากนี้การบริจาคโลหิตยังถือว่าเป็นการให้ทานที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถช่วย ชีวิตเพื่อนมนุษย์ ที่เจ็บป่วยให้มีชีวิตอยู่ต่อไปได้ เพราะฉนั้น ผู้บริจาคโลหิตทุกคน จึงถือว่าเป็นผู้ที่เสียสละควรแก่การยกย่องและสรรเสริญ”
 
ประโยชน์ของการบริจาคโลหิต
          • ได้รับความภูมิใจที่ได้เสียสละโลหิตในร่างกายเพื่อเป็นสาธรณประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นการทำบุญอันยิ่งใหญ่ซึ่งจะทำให้ท่านมีความสุขใจ
          • ได้รับการตรวจสุขภาพร่างกายเป็นประจำทุก 3 เดือน
          • ได้รับทราบหมู่โลหิตของตนเอง ทั้งระบบ เอ บี โอ และระบบ อาร์เอช
          • โลหิตทุกยูนิตที่ได้รับบริจาค ต้องผ่านกระบวนการคัดกรองเชื้อต่างๆ ในห้องปฏิบัติการ เหมือนกับการที่ผู้บริจาคโลหิตได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี, ไวรัสตับอักเสบ ซี, เอดส์และอื่นๆ
 
ทำไมต้องมีการบริจาคโลหิต
          โลหิตเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงรักษาชิวิตมนุษย์ ให้อยู่รอด นักวิทยาศาสตร์ได้พยายามค้นคว้ามาเป็นเวลานาน แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จในการหาสารประกอบอื่นๆ ที่มาทดแทนโลหิตได้ เมื่อยามที่ร่างกายเสียโลหิตจากอุบัติเหตุ ผ่าตัด หรือ โรคที่จำเป็นต้องรักษาด้วยโลหิต จึงจำเป็นต้องรับบริจาคโลหิตจากบุคคลหนึ่งเพื่อนำไปให้อีกบุคคลหนึ่ง เพื่อช่วยให้ทันท่วงทีนั่นเองความจำเป็นต้องใช้โลหิต โลหิต 77% ที่ได้รับบริจาคถูกนำไปใช้เพื่อทดแทนโลหิตที่สูญเสียไป ในภาวะต่างๆ อาทิ อุบัติเหตุ การผ่าตัด โรคกระเพาะอาหาร การคลอดบุตร ฯลฯ อีก 23 % เป็นการนำโลหิตไปใช้เฉพาะโรค อาทิ โรคโลหิตจาง(ธาลัสซีเมีย) เกล็ดโลหิตต่ำ ฮีโมฟีเลีย เป็นต้น
 
ขั้นตอนการบริจาคโลหิต
          1. กรอกประวัติข้อมูลเบื้องต้น
          2. ตรวจวัดความดัน/ซักประวัติผู้บริจาค
          3. ตรวจความเข้มของโลหิต และตรวจหมู่โลหิต
          4. ลงทะเบียนผู้บริจาคโลหิต
          5. เจาะเก็บโลหิต หลังบริจาคโลหิตเรียบร้อยแล้ว นอนบนเตียงประมาณ 5 นาที
          6. ทานอาหารว่างตามที่ จนท. จัดเตรียมไว้ให้
 
คุณสมบัติของผู้บริจาคโลหิต
          • มีน้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป
          • อายุระหว่าง 17 ปี ถึง 70 ปีบริบูรณ์
            ถ้าเป็นผู้บริจาคครั้งแรกต้องอายุไม่เกิน 55 ปี
            ถ้าอายุ 17 ปี ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง
            ถ้าอายุ 60-70 ปี ต้องมีหนังสือรับรองจากแพทย์
          • มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบายหรือรับประทานยาใดๆ
          • ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด
          • สตรีไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมา
 
การเตรียมตัวก่อนบริจาคโลหิต
          • นอนหลับให้เพียงพอ ในเวลาปกติคืนก่อนวันบริจาค
          • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กเพิ่ม
          • รับประทานอาหารมื้อหลักก่อนมาบริจาคโลหิต หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เนื่องจากจะทำให้สีของพลาสมาผิดปกติเป็นสีขาวขุ่น ไม่สามารถนำไปใช้ได้
          • ดื่มน้ำ 3-4 แก้ว และเครื่องดื่มเหลวเพิ่ม เช่น น้ำผลไม้ นม น้ำหวาน เพื่อเพิ่มปริมาณ โลหิตในร่างกาย จะช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อน เช่น มึนงง อ่อนเพลีย หรือวิงเวียนศีรษะภายหลังบริจาคโลหิต
          • ไม่มีอาการมึนเมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ หรืออื่นๆ
 
ขณะบริจาคโลหิต
          • สวมใส่เสื้อผ้าที่แขนเสื้อไม่คับเกินไป สามารถดึงขึ้นเหนือข้อศอกได้อย่างน้อย 3 นิ้ว
          • เลือกแขนข้างที่เส้นโลหิตดำใหญ่ชัดเจน ที่สามารถให้โลหิตไหลลงถุงได้ดี ผิวหนังบริเวณที่จะให้เจาะ ไม่มีผื่นคัน หรือรอยเขียวช้ำ ถ้าแพ้ยาทาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้า
          • ทำตัวตามสบาย อย่ากลัว หรือวิตกกังวล
          • ไม่ควรเคี้ยวหมากฝรั่ง หรืออมลูกอมขณะบริจาคโลหิต
          • ขณะบริจาคควรบีบลูกยางอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้โลหิตไหลได้สะดวก หากมีอาการ ผิดปกติ เช่น ใจสั่น วิงเวียน มีอาการคล้ายจะเป็นลม อาการชา อาการเจ็บที่ผิดปกติ ต้องรีบแจ้งให้พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ในบริเวณนั้นทราบทันที
          • หลังบริจาคโลหิตเสร็จเรียบร้อย ห้ามลุกทันที ให้นอนพักสักครู่จนกระทั่งรู้สึกสบายดี จึงลุกไปดื่มน้ำ และรับประทานอาหารว่างที่จัดไว้รับรอง
 
หลังบริจาคโลหิต
          • ดื่มน้ำมากกว่าปกติ เป็นเวลา 1-2 วัน
          • หลีกเลี่ยงการทำซาวน่า หรือออกกำลังกายที่ต้องเสียเหงื่อมากๆ งดใช้กำลังแขนข้างที่เจาะ รวมถึงการหิ้วของหนักๆ เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ภายหลังการบริจาคโลหิต
          • ถ้ามีอาการเวียนศีรษะคล้ายจะเป็นลม หรือรู้สึกผิดปกติ ให้รีบนั่งก้มศีรษะต่ำระหว่างเข่า หรือนอนราบยกเท้าสูงจนกระทั่งมีอาการปกติจึงลุกขึ้น และเดินทางกลับ ป้องกันอุบัติเหตุจากการล้ม
          • ถ้ามีโลหิตซึมออกมาจากรอยผ้าปิดแผล อย่าตกใจ ให้ใช้นิ้วมืออีกด้านหนึ่งกดลงบนผ้าก๊อส กดให้แน่นและยกแขนสูงไว้ประมาณ 3-5 นาที หากยังไม่หยุดซึมให้กลับมายังสถานที่บริจาคโลหิตเพื่อพบแพทย์หรือพยาบาล
          • ผู้บริจาคโลหิตที่ทำงานปีนป่ายที่สูง หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล ควรหยุดพัก 1 วัน
          • รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และยาธาตุเหล็กที่ได้รับวันละอย่างน้อย 1 เม็ด จนหมด เพื่อป้องกันการขาดธาตุเหล็ก
 
            ในปีพุทธศักราช 2554 นี้ สภากาชาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมทำดีด้วยการบริจาคโลหิต ในโครงการ "ประชาชนชาวไทยทำความดี บริจาคโลหิตถวายพ่อของแผ่นดิน" เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช องค์ราชูปถัมภกสภากาชาดไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พุทธศักราช 2554